ขอหวยปัตตานี สถานที่ขอพรให้ประสบความสำเร็จและเป็นสถานที่ชาวบ้านนิยมกราบไหว้อันดับที่1 ศาลเจ้าเล่งจูเกียง

ขอหวยปัตตานี ศาลเจ้าเล่งจูเกียงก่อตั้งโดยคนจีนในเมืองจังหวัดปัตตานีเมื่อปี พุทธศักราช 2117 สมัยพระราชาธิราชว่านลี่ที่วงศ์สกุลหมิงตรงกับรัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชาที่กรุงศรีอยุธยา เดิมมีชื่อว่าศาลเจ้าซูตา ด้วยเหตุว่ามีโจ๊วซูตาหรือพระแพทย์เป็นเทวดาหลักของศาล

ถัดมาได้รับการบูรณะและก็จัดงานสมโภชโดยหลวงเสร็จกิจการค้าจางวาง (ตันต้องผ้าซิ่น) เมื่อปี พุทธศักราช 2407 จากนั้นพระจีนคณานุรักษา (ตันจูล่าย) ได้เชิญเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากบ้านกรือเซะมาติดตั้งในศาล แล้วก็ตั้งชื่อศาลใหม่ว่า “ศาลเจ้าเล่งจูเกียง” แม้กระนั้นนิยมเรียก “ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว” เป็นศาลเจ้าที่โบราณที่สุดในไทยในขณะนี้

ตามตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวกล่าวว่า เป็นหญิงคนจีนเครือญาติลิ้มหรือหลิม มีพี่ชายชื่อลิ้มโต๊ะเคี่ยมซึ่งถัดมาได้เดินทางมารับราชการที่เมืองจังหวัดปัตตานีและก็แต่งงานกับบุตรสาวของเจ้าผู้ครองนคร เข้ารีตอิสลามและไม่หวนถิ่นกำเนิด วิธีบนให้ถูกหวย

แม่ที่อยู่ในประเทศจีนก็นึกถึงลูกชายยิ่งนักเนื่องจากว่าไม่ติดต่อกลับมาเลย ลิ้มกอเหนี่ยวเห็นอกเห็นใจคุณแม่ก็เลยสมัครใจออกตามหาพี่ชาย กระทั่งเจอกับลิ้มโต๊ะเคี่ยมที่บ้านกรือเซะ และก็อาศัยอยู่ตรงนั้นช้านานก็เพื่อชักชวนให้พี่ชายกลับเมืองจีนไปพบแม่ แต่ว่าพี่ชายกลับไม่ยอมรับด้วยเหตุว่ากำลังสร้างสุเหร่ากรือเซะ เมื่อไม่อาจจะทำให้พี่ชายกลับจีนตามความมุ่งหมายของแม่ ลิ้มกอเหนี่ยวก็เลยผู้คอฆ่าตัวตายใต้ต้นมะม่วงหิมพานต์ ด้วยความระลึกถึง

ลิ้มโต๊ะเคี่ยมก็เลยสร้างฮวงจุ๊ยให้แก่น้องสาวตามจารีต แม้กระนั้นเมื่อคนจีนได้รู้ถึงความกตัญญูกตเวทีรักษาซื่อตรง ก็เลยมีประชาชนไปบนบานศาลกล่าว ก่อนนำไม้มะม่วงหิมพานต์นั้นมาสลักเป็นรูปเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวติดตั้งไว้ที่ศาลเจ้ากรือเซะ คราวหลังได้ย้ายไปตั้งในศาลเล่งจูเกียงจนกระทั่งปัจจุบันนี้

เป็นที่ยอมรับเชื่อถือในกรุ๊ปคนไทยเชื้อสายจีนสืบต่อมา13 กระทั่งบุตรหลานคนจีนที่เปลี่ยนแปลงเข้ารับอิสลามแล้วก็ใช้ภาษามลายูไปแล้ว แต่ว่าเล็กน้อยก็มีไปขอพรหรือบนกับเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ในวันฮารีรายอก็จะมีการเซ่นสรวงเจ้าแม่ รวมทั้งเมื่อพิธีการแห่เจ้าแม่เดือนสามชาวอิสลามเชื้อสายจีนก็จะไปดูขบวนเพื่อคิดถึง วิธีบนขอหวย

 

ขอหวยปัตตานี

 

ขอหวยปัตตานี สถานที่ขอพรให้ประสบความสำเร็จและเป็นสถานที่ชาวบ้านนิยมกราบไหว้อันดับที่2 วัดเทพนิมิตร

ตั้งอยู่ที่ตําบลหน้าเมือง (แต่ก่อนเป็นตําบลบ้านใหม่) เดิมรู้เรื่องว่าเป็นที่พํานักพระสงฆ์มาก่อน ด้วยเหตุว่าที่ดินแปลงนี้ ถัดมาในปี พุทธศักราช 2411 พระอ่อน เทวนิโภ (คราวหลังเป็นพระครูศรีสติปัญญามุนี) พํานักอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์ จังหวัดกรุงเทพมหานคร ได้เดินทางมาพํานักอยู่ในที่นี้แล้วก็มีพากเพียรแรงกล้าที่จะสร้างวัดขึ้น ก็เลยได้แสดงธรรมเทศน์แก่ทายกทายิกาในแถวนั้น จนกระทั่งมีผู้เลื่อมใสชวนกนซื้อที่ดินมอบอีก แล้วก็ชูเย้าเรือนมอบเป็นกุฎีพระสงฆ์ พระอ่อน เทวนิโภ

ได้ลงมือสร้างกุฎีพระสงฆ์ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยพอเพียงแก่ภิกษุเณร สร้างหอพักฉันท์ หอพักสวดมนต์ไหว้พระ และก็ศาลาเล็กๆอีก ๒ ข้างหลัง จนถึงปี พุทธศักราช 2418 ได้เริ่มสร้างโบสถ์ขึ้น เสร็จในราว พุทธศักราช 2422 แล้วตั้งชื่อว่า “วัดเทวดานิมิตร” แล้วก็มอบให้พระคุณครูอวบดูแลวัดแทน ปัจจุบันนี้วัดเทวดานิมิตรมีพื้นที่ทั้งผอง ๒๕ ไร่เศษ ตั้งอยูในเขตเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา สิ่งที่น่าดึงดูดในวัดนี้ดังเช่นว่า พระประธานประจําโบสถ์ เป็นพระดั้งเดิมแก่หลายร้อยปี

พระครูศรีสติปัญญามุนี(อ่อน เทวนิโภ) ได้มาจากวัดแห่งหนึ่งทางจังหวัดราชบุรี เนื้อสัมฤทธิ์ลงรักปิดทอง ปางสมาธิ สังฆาฏิ ผ้าจีวร ลายดอกพิกุล พูดกันว่า หากผู้ใดจะทํางานบุญในวัดหรือนอกวัดดีแล้ว หากว่าฝนจะตกหรือเป็นหน้าฝน เมื่อได้บนบานศาลกล่าวท่านแล้ว ฝนจะไม่ตกเลยถึงแม้ฟ้าจะครึ้มฟ้าครึ้มฝนก็ไม่ตก หรือคนที่ไม่ได้อยากต้องการเป็นทหารหากได้บนบานศาลกล่าวท่านแล้ว ก็ชอบรอดพ้นจากการเช็ดกเกณฑ์ทหารไปได้

(ประชาชนเรียกพระประธานองค์นี้ว่า “หลวงพ่อโต” รวมทั้งนิยมบนด้วยพลุ) อนึ่งวัดนี้ได้รับพระราชทานรูปภาพหล่อรัชกาลที่ ๘ รูปหนึ่ง เป็นทองแดงลักษณะกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 44 เซนติเมตร เมื่อ พุทธศักราช 2480 ซึ่งปัจจุบันนี้พระรูปหล่อนี้ติดตั้งไว้ข้างหน้าอุโบสถวัดเทวดานิมิตร สถานที่แห่งนี้ถือว่า เป็นมรดกของไทย ที่ต้องรักษาก็ว่าได้ และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่สายบุญ หรือสายขอโชคลาภ ต้องเดินทางไปซักครั้ง เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธ์อย่างมาก ถือว่าเป็นสถานที่คุณ ต้องแวะไปซักครั้ง และยังมีข่าวในเรื่องของ ชาวบ้านได้โชคทรัพย์มากมาย ขอหวย ที่ไหน แม่น สุด

 

ขอหวยปัตตานีสถานที่ขอพรให้ประสบความสำเร็จและเป็นสถานที่ชาวบ้านนิยมกราบไหว้อันดับที่3 วัดบูรพาราม

ในยุคเมืองจังหวัดปัตตานียังเป็นเมืองเดียวกันยังไม่ได้แยกออกเป็นเมืองเล็กๆยุคที่นายขวัญซ้าย เป็นเจ้าผู้ครองเมืองดูแลจังหวัดปัตตานีอยู่นั้น ท่านได้ตั้งศูนย์กลางอยู่ที่ตำบลนาเกลือ อำเภอเมืองจังหวัดปัตตานี ถัดมาท่านได้เสียชีวิตลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้ง นายปราชัย เป็นเจ้าผู้ครองนครดูแลเมืองจังหวัดปัตตานี ให้นายยิ้มซ้าย (หลวงสวัสดิภักดี) เป็นผู้ช่วย ท่านได้ย้ายศูนย์กลางการปกครองของจังหวัดปัตตานีมาอยู่ที่ ตำบลยามู ท่านได้ก่อสร้างบ้านและก็ว่าราชการอยู่ในเมืองยะหริ่งนี้ ก็เลยได้สร้างวัดขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์กลางของเมือง และก็เป็นที่ถือน้ำ ซึ่งก็คือ วัดนิ้วกลางวาส (วัดกลาง) ก็เลยถือว่า วัดมัชฌิมาวาสในยุคนั้นมีความเจริญก้าวหน้ามากมาย ด้วยเหตุว่าเพราะเหตุว่าเป็นวัดประจำเมือง แล้วก็วัดประจำของเจ้าเมือง

ถัดมาเมื่อมีการกบฏจากเชื้อสายเจ้าผู้ครองเมืองเก่า และก็กรุ๊ปการบ้านการเมืองเก่า ทำให้ชาติบ้านเมืองกำเนิดความไม่สงบ ท่านก็เลยส่งใบบอกไปยังเมืองจังหวัดสงขลา ทางเมืองจังหวัดสงขลาก็เลยรายงานขึ้นไปยังกรุงเทวดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็เลยได้ส่งกองทัพมาช่วยปราบ แล้วก็ได้แยกเมืองจังหวัดปัตตานีออกเป็นเจ็ดเมืองหมายถึงเมืองจังหวัดปัตตานี เมืองจังหวัดยะลา เมืองระงัด เมืองสายบุรี เมืองยะหริ่ง เมืองรามันห์ เมืองหนองจิก ซึ่งเมืองยะหริ่งนั้น ท่านโปรดเกล้าโปรดกระหม่อให้ นายแพ้ เป็นเจ้าผู้ครองนครดูแลเมืองยะหริ่ง หลวงสวัสดิซื่อสัตย์ภักดี (นายยิ้มซ้าย) เป็นผู้ช่วย วัดนิ้วกลางวาส ก็เลยเปลี่ยนเป็นวัดประจำเมืองยะหริ่ง

พระยายะหริ่ง (พ่ายแพ้) ใช้ตำบลยามูเป็นศูนย์กลางสำหรับเพื่อการดูแลของเมืองจังหวัดปัตตานี แล้วก็เมืองยะหริ่ง ภายหลังท่านได้สร้างวัดขึ้นมาแล้ว ก็เลยได้เชิญพุทธรูปที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านทุ่งค้าง ซึ่งเป็นบ้านพักพระสงฆ์ และก็ได้นิมนต์สงฆ์จากทุ่งค้างมาเป็นเจ้าอาวาสวัดพระมัชฌิมาวาส ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ในเมืองยะหริ่งตรงเวลาเท่าใดไม่ปรากฏ เมื่อท่านตาย เพราะเมืองในรอบๆนี้เป็นเมืองที่มีคนมุสลิมอยู่จำนวนไม่ใช่น้อย สงฆ์ก็เลยมีปริมาณน้อย

เจ้าอาวาสรูปถัดมาก็เลยเป็นสงฆ์ที่นิมนต์มาจากที่อื่นๆ ชื่อท่านสอน ชาวกรุงยะหริ่งเรียกว่า “ท่านกรุงเทพฯ” (คาดคะเนว่า เพราะเหตุว่าครอบครัวของนายพ่ายแพ้เป็นคนจีน อยู่ในเมืองจะนะ มีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าผู้ครองเมืองจะนะ (พระยามหานุภาพปราบการทำศึก) และก็นายขวัญซ้ายเองเคยรับราชการเป็นมหาดเล็กในเมืองหลวงมาก่อน ทำให้นายปราชัยนิมนต์พระมาจากเมืองหลวงเพื่อมาตั้งศาสนาพุทธให้มั่นคงเพิ่มขึ้น) ท่านสอน มีตำแหน่งชั้นใดไม่ปรากฏ

มีพระฐานานุกรมเป็นพระปลัด หนึ่งรูป พระสมุพระพรหม ธมฺมสโร หนึ่งรูป ท่านขรัวเทวดา หนึ่งรูป รวมทั้งท่านขรัวสม หนึ่งรูป ภายหลังวัดพระมัชฌิมาวาส มีความมั่นคงและยั่งยืนแล้ว ท่านปลัด ได้ออกไปตั้งสำนักอยู่ปริวาสบาปในป่าตะเคียนด้านทิศตะวันตกของสงฆ์ (ซึ่งในเวลานั้นเป็นหลักที่เดียวกัน) ต่อเนื่องถัดมากระทั่งเป็น วัดตะเคียนทอง(วัดตก) ในข้างท่านสมุห์พระพรหม ได้ไปตั้งสำนักเรียนด้านข้างทิศตะวันออกของสงฆ์ต่อเนื่องถัดมาเป็นวัดทิศตะวันออกราม (วัดออก)

วัดบูรพาทิศรามยุคเริ่มตั้งสำนักเรียนปริยัตินั้นได้รับการดูแลจากคนจีนที่อาศัยอยู่รอบๆขอบลำคลองยามู เพราะว่าวัดทิศตะวันออกรามอยู่ใกล้กับชุมชนคนจีน ต่อมาทางวัด ได้มีการบูรณะใหม่ ให้ดีมากยิ่งขึ้น ที่การสร้างพระประทาน ที่คุณต้องเข้าไปกราบไหว้ และในส่วนของการให้โชคนั้น มีชาวบ้านในพื้นที่และนอกพื้นที่ ต่างรับทรพย์ันเป็นจำนวนมาก คาถาขอหวย

 

ขอหวยปัตตานี

 

ขอหวยปัตตานีสถานที่ขอพรให้ประสบความสำเร็จและเป็นสถานที่ชาวบ้านนิยมกราบไหว้อันดับที่4 วัดช้างให้ราษฎร์บูรณาราม

วัดช้างให้ราษฎร์บูรณาราม เดิมชื่อ วัดช้างให้ ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ขึ้นตรงต่อคณะสงฆ์ มหานิกาย ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาตอนวันที่ 12 เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2500 ตามพระราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 74 ตอน 15 หน้า 451 – 252 เขตวิสุงค้างมสีมา ยาว 80 เมตร กว้าง 40 เมตร พื้นที่ปริมาณ 12 ไร่ ประกอบพิธีผูกพัทธสีมา เมื่อวันเสาร์ที่ 31 พ.ค. พุทธศักราช 2501 ตรงกับวันขึ้น 13 เย็น

พระยาแก้มดำเจ้าผู้ครองเมืองไทรบุรี สร้างเมืองใหม่ได้อธิษฐานปลดปล่อยช้างให้ออกเดินทางไปในป่า โดยมีเจ้าผู้ครองนครรวมทั้งไพร่พลเดินติดตามไป เมื่อช้างหยุดอยู่ในที่แห่งหนึ่ง แล้วร้องขึ้นสามครั้ง ก็เลยสร้างเมืองใหม่ในที่ตรงนั้นโบราณกาลกาล คนมลายูซึ่งยังเชื่อถือศาสนาพุทธ พระยาแก้มดำก็เลยได้สร้างวัดช้างให้

ถัดมาใน พุทธศักราช 1300 กษัตริย์ครอบครองกรุงศรีวิชัยที่ขว้างเล็มบังทรงอานุภาพขยายอาณาเขตเข้ามาถึงแหลมมลายูรวมทั้งได้ก่อสรางปูชนีย์ทางพุทธศาสนาไว้หลายที่ แผ่นจารึกแผ่นหนึ่งที่นครศรีธรรมราชจารึกว่า “พุทธศักราช 1318 เจ้าผู้ครองเมืองศรีวิชัยได้มาก่อพระเจดีย์องค์หนึ่งที่นครศรีธรรมราชรวมทั้งพระพุทธนอนหลับในถ้ำที่เทือกเขาวัดหน้าถ้ำ (เดี๋ยวนี้ชื่อ วัดคูหาภิมุข) ตั้งอยู่ ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมืองจังหวัดยะลา จ.ยะลา

ได้สร้างในยุคศรีวิชัย ระหว่าง พุทธศักราช 1318 – พุทธศักราช 1400″ ถัดมาได้บูรณะเสริมเติม ซึ่งอาจปรากฏอยู่จนกระทั่งขณะนี้ องค์พระยาวถึง 81 ฟุต 1 นิ้ว ขนาดใหญ่วัดรอบๆองค์พระ 35 ฟุต พุทธศักราช 1300 กษัตริย์ครอบครองกรุงศรีวิชัยที่ขว้างเล็มบัง สร้างเมืองในวัดราษฎร์ซ่อมแซม แต่ว่าถัดมาวัดราษฎร์ซ่อมได้แปลงเป็นวัดร้าง

พุทธศักราช 2478 ขุนดำรงประเภทซื่อสัตย์ภักดี ขุนปกป้องรายา ขายช้างเชื่อกหนึ่ง นำเงินไปซ่อมวัดช้างให้ วัดราษฎร์ซ่อมได้เป็นวัดร้าง พุทธศักราช 2480 สถานที่ที่นี้เป็นเพียงแค่ป่าเกลื่อนกลาด มีต้นไม้ต้น พระครูมนูญสมที่การ วัดอานุภาพ

ได้เชื้อเชิญราษฎรช้างให้และก็ใกล้เคียงไปกระทำการแผ้ววัดร้างที่นี้ โดยจัดซ่อมให้เป็นวัดมีพระภิกษุเข้าอยู่จำพรรษา พุทธศักราช 2484 เจ้าอาวาสได้ลาสึก วัดราษฎร์ซ่อมแซมก็เลยไม่มีเจ้าอาวาส วัดราษฎร์ซ่อมแซมก็เลยได้เปลี่ยนเป็นวัดร้างอีกรอบ  ขอหวยตรัง

พุทธศักราช 2488 กำเนิดการรบทหารประเทศญี่ปุ่นยกทัพขึ้นประเทศไทยผ่านไปประเทศมาเลเซียและก็ประเทศสิงคโปร์ รถไฟสายใต้วิ่งจากหาดใหญ่ไปสถานีสุไหงโก-ลก ชายแดน ขนทหารรวมทั้งสัมภาระผ่านหน้าวัดช้างให้ วัดช้างให้ก็อยู่ในภาวะเดิมยังไม่ได้ซ่อมแซม วัดช้างให้ซึ่งตั้งติดอยู่ที่รางรถไฟเป็นทางผ่านไปยังจ.ยะลา จังหวัดนราธิวาส รวมทั้งชายแดนมาเลเซีย เจ้าอาวาสวัดช้างให้จำเป็นต้องแบกภาระหนักจำต้องหาบ้านพักหาอาหารมาเลี้ยงผู้คน

ที่มาขออาศัยค้างในระหว่างเดินทาง วัดได้มีถาวรวัตถุ ดังต่อไปนี้ ศาลาการเปรียญ โบสถ์ หอพักฉัน หอระฆัง กุฎี เจดีย์ใส่อัฐิหลวงพ่อทวด กำแพงวัด ตึกเรียน สถานที่เรียนสมเด็จหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดชืด พุทธศักราช 2497 สร้างกำแพงโบสถ์ แทนโบสถ์ข้างหลังเดิมที่ทรุดโทรมจนกระทั่งเหลือแค่รากฐาน แล้วก็ได้ประกอบพิธีปลุกเสกพระเครื่องลางหลวงพ่อทวดวัดช้างให้ในเนินดินรอบๆโบสถ์เก่า ได้ต้นสายปลายเหตุสมทบสร้างโบสถ์

สำหรับสถานที่แห่งนี้นั้น เป็นสถานที่กล่าวต่อกันว่า หากใครที่เข้ามากราบไหว้ ขอโชคลาภนั้น มักจะได้กันท่วนหน้า และยังเป็นสถานที่ร่มเย็นที่สุด ของจังหวัดปัตตานี้อีกด้วย พร้อมทั้งยังมีการจัด ทัวร์มากมายเข้ามา เพื่อเยี่ยมชมวัดอีกด้วย วัดให้หวยแม่นอยุธยา

ดูหนังใหม่ได้ที่นี่>>>หนังออนไลน์ล่าสุด

สมัครเป็นสมาชิกได้ที่นี่>>>UFABET