วัดพระธาตุถิ่นอีสาน สถานที่เที่ยวแดนอีสานสายบุญต้องห้ามพลาดไปกราบไหว้สถานที่1 พระมหาธาตุแก่นนคร

วัดพระธาตุถิ่นอีสาน ตั้งอยู่ในบริเวณวัดหนองแวงตำบลในเมืองอำเภอเมืองขอนแก่น เดิมวัดนี้เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองขอนแก่น มีอายุกว่า 200 ปี เพิ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2539 สร้างขึ้นในวโรกาสที่ในหลวงรัชกาลที่9ครองสิริราชสมบัติครบ 50ปี มีความสวยงามและอลังการมาก ที่เที่ยวสายบุญกราบไว้วัดพระธาตุถิ่นอีสาน และยอดพระธาตุจะจำลองมาจากยอดพระธาตุพนมอีกที

พระมหาธาตุแก่นนครหรือพระธาตุเก้าชั้นเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กก่ออิฐถือปูน มียอดเจดีย์อยู่บนยอดเจดีย์สามารถมองเห็นวิวบึงแก่นนคร และตัวเมืองขอนแก่นได้อย่างชัดเจน พระธาตุแก่นนคร สูง80เมตรมีพระจุลธาตุ4องค์ ตั้งอยู่4มุมมีกำแพงแก้วพญานาค7เศียรล้อมรอบ เป็นศิลปะในสมัยนั้น ศิลปะทวาราวดีผสมอินโดจีน ภายในองค์พระธาตุมี9ชั้นด้วยกัน และด้านในจะปูพื้นด้วยหินอ่อน

ภายในพระมหาธาตุแก่นนครมีทั้งหมด9ชั้นโดยทุกชั้นมีความสวยงาม และความน่าสนใจแตกต่างกันไป ชั้นบนสุดเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ มีลักษณะเป็นหอประชุมมี พระประธาน 4 องค์ ประดิษฐานอยู่รอบๆประดับด้วยลวดลายต่างๆ ทั้งเสาประตูและหน้าต่างรวมทั้งการแกะสลักจำปาสี่ชั้น โดยเฉพาะที่ประตูบานใหญ่ที่แกะสลักเป็นโมเดล3มิติเลยทีเดียว

ถือว่าเป็นวัดที่สวยงามและศักดิ์สิทธิ์อีกวัดหนึ่งของ เมืองขอนแก่น ถ้าใครได้ไปเที่ยวอีสาน อย่าลืมไปสักการะพระมหาธาตุแก่นนคร นอกจากจะได้ชมศิลปะที่สวยงามของวัดแล้ว วิวข้างบนนี้บรรยากาศดีลมเย็นดีมาก ทำให้รู้สึกสงบไปชั่วขณะ

ถ้าตรงมาจากตัวเมืองขอนแก่นให้เริ่มจากสี่แยกประตูเมือง วัดพระธาตุถิ่นแถนหลวง จากนั้นตรงไปตามถนนศรีจันทร์แล้วผ่านตลาดบางลำพู แล้วเลี้ยวขวาเข้าสู่ใจกลางเมืองอีกครั้ง ที่เที่ยวสายบุญกราบไว้วัดพระธาตุถิ่นอีสาน แล้วจะผ่านสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง และวัดกลาง ตรงไปอีกประมาณ400เมตร จะพบวัดหนองแวงและพระมหาธาตุแก่นนครอยู่ซ้ายมือ

 

วัดพระธาตุถิ่นอีสาน สถานที่เที่ยวแดนอีสานสายบุญต้องห้ามพลาดไปกราบไหว้สถานที่2 พระธาตุขามแก่น

เป็นปูชนียสถานที่สำคัญของจังหวัดขอนแก่นและเป็นที่เคารพนับถือของชาวขอนแก่น ตั้งอยู่ในวัดเจติยภูมิบ้านขามอำเภอน้ำพองห่างจากจังหวัดขอนแก่นประมาณ30กิโลเมตร เดินทางตามถนนสายขอนแก่น-กาฬสินธุ์ เลี้ยวซ้ายหลักกิโลเมตรที่บ้านโคกสี เป็นถนนลาดยางตลอดมีป้ายบอกทางไปพระธาตุ ขามแก่นเป็นระยะๆจนถึงพระธาตุ

พระธาตุขามแก่น เดิมเรียกว่า พระธาตุบ้านขาม ไม่มีประวัติหรือจารึกระบุการสร้างต่อมาพระราชสารธรรมมุนี เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นได้มีโอกาสไปกราบองค์พระปฐมเจดีย์ จึงคิดว่าขอนแก่นน่าจะมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดบ้าง จึงได้ค้นหาจนพบพระธาตุบ้านขามที่บ้านขามธาตุใหญ่

และไม่พบประวัติใดๆจึงให้ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าประวัติแล้วเรียบเรียงใหม่หลายสำนวน วัดพระธาตุถิ่นแถนหลวง ตำนานพระธาตุขามแก่นปัจจุบัน เขียนโดยนายสมแคนปาละกล้าเนื่องจากคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า มีความน่าเชื่อถือ บูรณะพระธาตุบ้านขาม

เปลี่ยนยอดไม้เดิมเป็นฉัตรโลหะและเปลี่ยนชื่อจากพระธาตุบ้านขาม เป็นพระธาตุขามแก่น และวัดบ้านขามเป็น วัดเจติยภูมิ และมีการรณรงค์ให้ชื่อขอนแก่นเพี้ยนมาจากขามแก่น จากการศึกษาเอกสารต่างๆของประมวลพิมพ์เสน ธาตุบรรจุอัฐิ ไม่เคยมีคำว่าเมืองคำแก่นมีแต่ชื่อเมืองขอนแก่น ดังนั้นชื่อเมืองขอนแก่นจึงควรเชื่อได้ว่า ชื่อเมืองขอนแก่นแต่เดิมชื่อขอนแก่น ไม่ผิดเพี้ยนจากคำแก่นแต่อย่างใด

ตั้งแต่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานในวันขึ้น15ค่ำเดือน6 หลังจากถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จแล้วก็ได้อัญเชิญ พระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐานยังสถานที่ต่างๆ คือ พระสารีริกยองฮั้ว ฆฏิกาพรหมประทับบนเทพเทวดา พระธาตุเขี้ยวหมากแงะ พระอินทร์อัญเชิญสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ , พระธาตุกระดูกด้ามมีด พญานาคอัญเชิญสู่ยมโลก

ต่อมาโมริกษัตริย์แห่งเมืองโมรีได้ทราบข่าวในภายหลังเพราะอยู่ไกลและเดินทางช้า วัดพระธาตุถิ่นอีสาน จึงได้แต่พระอังคารไปเมืองของตน หลังพุทธกาลประมาณ๓ปี พระมหากัสสปะเถระพร้อมด้วยพระอรหันต์ ๕๐๐รูป

นำพระอุรังคธาตุไปประดิษฐานไว้ที่ภูกำพร้าพระยาหลังเขียวโมฬีกษัตริย์กับพระอรหันต์ยอดแก้ว พระอรหันต์รังษีพระอรหันต์คันธี บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในองค์พระธาตุพนมอีกด้วย ระหว่างทางก็มาถึงบริเวณหนึ่งมีพื้นที่ราบเชิงเขา มีลำน้ำ3สายไหลโอบรอบดอย และมีต้นมะขามใหญ่ตายอยู่ต้นเดียว

ขณะนั้นเป็นเวลาพลบค่ำแล้วอีกทั้งพื้นที่ก็เหมาะสมจึงสามารถพักที่นี่ได้ และอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานไว้ ที่โคนต้นมะขามที่ตายแล้ว รุ่งเช้า คณะทั้งหมดได้มุ่งหน้าไปยัง สถานที่ก่อสร้างพระธาตุพนม

 

วัดพระธาตุถิ่นอีสาน

 

วัดพระธาตุถิ่นอีสาน สถานที่เที่ยวแดนอีสานสายบุญต้องห้ามพลาดไปกราบไหว้สถานที่3 พระบรมธาตุนาดูน

เป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่ตั้งของอำเภอนาดูน ที่เที่ยวสายบุญกราบไว้วัดพระธาตุถิ่นอีสาน เป็นเมืองจำปาศรีที่รุ่งเรืองในสมัยทวาราวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 13-15 ซึ่งมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีมากมาย

ในปีพ.ศ.2522กรมศิลปากรและชาวตำบลนาดูนได้ขุดพบ พระบรมสารีริกธาตุ จากเนินดินที่ยังหลงเหลืออยู่ในบริเวณไร่ของนายทองดีปะวะภูตา บ้านนาดูนหมู่ที่1ตำบลนาดูนได้พระพิมพ์ต่างๆ มากมาย

ข่าวการขุดพบพระพิมพ์ดินเผาได้แพร่ออกไปทำให้ประชาชนที่ทราบข่าวเดินทางมา ขุดได้มากและหน่วยศิลปากรที่7 ก็มาขุดค้นตามโบราณสถานที่ขุดพระพิมพ์ เพื่ออนุรักษ์เจดีย์องค์เดิมแต่ไม่สำเร็จ วัดพระธาตุถิ่นแถนหลวง เพราะคนเยอะมากเจ้าหน้าที่หน่วยศิลปากรที่7 ขอนแก่นต้องหยุดการขุดและปล่อยให้คนขุดต่อไป

กระทั่งวันที่8มิถุนายน2522เจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินอำเภอนาดูน ได้ขุดค้นพบสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ รูปทรงคล้ายเกล็ดแก้ว สร้างในผอบ3ชั้น ชั้นในเป็นทองเงินชั้นกลางชั้นนอกเป็นทองสัมฤทธิ์ และบรรจุไว้ในเจดีย์จำลองอีกชั้นหนึ่ง เป็นเจดีย์โลหะทรงกลมสูง24.4เซนติเมตร รื้อออกเป็น2ส่วน คือ ยอดสูง12.3เซนติเมตรและเจดีย์สูง12.1เซนติเมตร พระธาตุนาดูนโบราณ

มีลักษณะประยุกต์มาจากสถูปจำลองที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ด้วยศิลปกรรมแบบทวาราวดีออกแบบ ธาตุบรรจุอัฐิ และสร้างโดยกรมศิลปากรสูง50.50เมตร ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส35.70เมตร ทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่21ธันวาคม2528 และก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่17พฤศจิกายน2529 มูลค่ารวมทั้งสิ้น 7,580,000บาท

เมื่อวันที่12พฤศจิกายนพ.ศ.2530พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร วัดพระธาตุถิ่นอีสาน เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงประกอบพิธีอัญเชิญ พระบรมสารีริกธาตุบรรจุในเจดีย์พระธาตุนาดัน

 

วัดพระธาตุถิ่นอีสานสถานที่เที่ยวแดนอีสานสายบุญต้องห้ามพลาดไปกราบไหว้สถานที่4 พระบรมธาตุนาดูน

โบราณสถานทางทิศเหนือของเมืองฟ้าแดดสงยางคาดว่าสร้างขึ้นในราวสมัยทวาราวดี ราวพุทธศตวรรษที่12-16 เป็นศาสนสถานในพระพุทธศาสนาสมัยทวาราวดี มีฐานสี่เหลี่ยมก่ออิฐถือปูนมีบันไดทั้งสี่ด้าน ก่อด้วยอิฐก้อนใหญ่แบบเดียวกับอิฐที่พบใน โบราณสถานสมัยทวาราวดี ไม่มีปูนด้านบนเป็นฐานแปดเหลี่ยม เป็นเจดีย์สมัยอยุธยาและมีหลักฐานว่าได้รับการบูรณะ ในสมัยรัตนโกสินทร์ความสูงรวมสูง15เมตรกว้าง16เมตร

ลักษณะของพระธาตุยาคูจากการขุดค้นของกรมศิลปากรพบว่าก่อนจะมาเป็นเจดีย์ พบฐานเดิมซึ่งลึกกว่าเจดีย์ปัจจุบันอีกชั้นหนึ่ง ก่อด้วยอิฐและมีผังเป็นรูปกากบาท แต่มีรอยเว้าที่ปลายยื่นออกมาแต่ละด้านมีความสูงจากพื้นประมาณ1เมตร ต่อจากนั้นจึงเป็นฐานที่บูรณะจากลักษณะเนินอิฐธรรมดา เป็นฐานเขียงแบบเดิม

ผังแปดเหลี่ยมสามชั้นและชั้นที่๔สูงกว่าทุกชั้นแต่เหนือมุขเด็จเล็กน้อย วัดพระธาตุถิ่นอีสาน จากนั้นทำส่วนบนให้ห่างออกมาเล็กน้อย ทำให้ส่วนบนเข้าใกล้ศูนย์กลางโดยก่ออิฐเป็นขั้นบันไดลงมาจนถึงส่วนบน ต่อมาเป็นระฆังแปดเหลี่ยม รูปร่างอวบ ปลายสอบจากระฆังขึ้นไปเล็กน้อยชำรุดแต่ได้บูรณะขึ้นใหม่

จากการขุดค้นทางโบราณคดีจึงกำหนดอายุของ พระธาตุยาคู ว่าอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่12-16 มีเสมาหินทรายพบขณะขุดพระธาตุห่างไป 11เมตร ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

ซึ่งมีลักษณะคว่ำหน้าหันยอดฐานเสมาเข้าในองค์ปรางค์ ที่เที่ยวสายบุญกราบไว้วัดพระธาตุถิ่นอีสาน อยู่ลึกจากระดับดินเดิมประมาณ ๓๐เซนติเมตร จากการศึกษาลักษณะภูมิประเทศของภาพแกะสลัก แปลได้ว่าเป็นประติมากรรมเล่า เรื่องมโหสถชาดก กำหนดอายุได้ประมาณพุทธศตวรรษที่14-15 เช่นเดียวกับเสมาใบเสมาที่เมืองฟ้าแดดสงยาง

ที่พระธาตุยาคูชาวบ้านขุดพบวัตถุโบราณจำนวนมาก เช่น ใบเสมา ภาชนะดินเผา กำไล แหวน กระดูกสัตว์ ลูกปัดแก้ว ธาตุบรรจุอัฐิ เครื่องประดับต่างๆ และพระพิมพ์ดินเผาจำนวนหลายร้อยองค์วางซ้อนทับกัน เมื่อขุดลึกประมาณ70ซม

รอบพระธาตุยาคูมีเชิงเทินปักอยู่จำนวนหนึ่ง ใบเสมาบางใบแกะสลักเป็นภาพเล่าเรื่องชาดก วัดพระธาตุถิ่นแถนหลวง ในพระพุทธศาสนาเช่นเรื่องมโหสถชาดก ชาดกเรื่องปุริทัตชาดก ฯลฯ ไปทางทิศใต้ประมาณ๒๕เมตร มีซากเจดีย์สมัยทวาราวดี ๕องค์ กระจายกันอยู่

พระพิมพ์มีทั้งแบบสมบูรณ์และแตกหัก พระเนื้อดินเผาบริเวณพระธาตุยาคู เรียกว่า กรุฟ้าแดดสงยาง ในสมัยทวาราวดี มีหลายพิมพ์คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก พิมพ์กลีบบัว พิมพ์ปรกโพธิ์ และพิมพ์พระผง แต่พระกรุฟ้าแดดสงยางที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ พิมพ์นิยม

 

วัดพระธาตุถิ่นอีสาน

 

วัดพระธาตุถิ่นอีสานสถานที่เที่ยวแดนอีสานสายบุญต้องห้ามพลาดไปกราบไหว้สถานที่5 วัดถ้ำผาน้ำทิพย์

วัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุตนิกายตั้งอยู่ในตำบลผาน้ำย้อยอำเภอหนองพอกจังหวัดร้อยเอ็ด ในการสร้างวัดในปีพ.ศ.2493-2494 พระอาจารย์ศรี มหาวีโร ได้ธุดงค์มาจำพรรษาที่บริเวณนี้เพื่อความเจริญ วัดพระธาตุถิ่นอีสาน เป็นศิษย์ปฏิบัติธรรมบริเวณนี้แต่เดิมเป็นป่าเขาลำเนาไพรสวยงามตามธรรมชาติ มีสัตว์ป่า อาศัยอยู่หลายชนิด เรียกว่าผาน้ำย้อยเพราะมีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชัน มีน้ำตกไหลตลอดปี

เมื่อชาวบ้านเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะหาน้ำมาดื่ม ณ จุดนี้เพื่อรักษาโรคตามความเชื่อ ธาตุบรรจุอัฐิ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ได้ชื่อว่า วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม ต่อมาสภาพป่าถูกทำลายเพราะมีคนลักลอบตัดไม้บางกลุ่มไปทำไม้แปรรูปขาย รัฐบาลจึงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของพระพุทธศาสนา

ดังนั้นในปี2517รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดในขณะนั้น ที่เที่ยวสายบุญกราบไว้วัดพระธาตุถิ่นอีสาน จึงได้นิมนต์ท่านพระอาจารย์ศรีมหาวีโร วัดประชาคมวนาราม จ.ร้อยเอ็ด เพื่อให้ท่านพิจารณาสร้างเป็นวัดถาวร โดยได้ส่งพระ5รูปมาอยู่จำพรรษา ได้แก่ หลวงปู่บุญศรี ญาณธมฺโม จนกระทั่งสร้างวัดได้เมื่อวันที่16เมษายน2535 ผู้ขออนุญาตนายทองหล่อ วรเชษฐ์เป็นผู้ดำเนินการสร้างวัด27พฤษภาคม2558

พระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐาน พระมหาเจดีย์ชัยมงคล เริ่มก่อสร้างเมื่อปีพ.ศ.2528 โดยพระเทพวิสุทธิมงคลหรือหลวงปู่สีมหาวีโร ซึ่งเป็นศิษย์ของพระครูวินัยธรมั่นภูริทัตโต เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นศูนย์กลางการอบรมด้าน การปฏิบัติธรรมและวิปัสสนากรรมฐาน สำหรับพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชน

พระมหาเจดีย์ชัยมงคลภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ วัดพระธาตุถิ่นแถนหลวง ลักษณะคล้ายระฆังคว่ำ ศิลปะผสมระหว่างภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้านนอกพระมหาเจดีย์ชัยมงคล มีวิหารหอระฆังและเจดีย์8องค์ ขนาดกว้างยาวสูงเท่านั้นที่ 101 เมตร สร้างในเนื้อที่101ไร่ ส่วนยอดปิดทองรับน้ำหนักได้ถึง 60กิโลกรัม ชั้นบนสุดและยังประดิษฐานรูปเหมือนของพระสงฆ์ทั้ง 101รูปในอดีตอีกด้วย มีพิพิธภัณฑ์วิปัสสนากรรมฐานของ หลวงปู่ศรี

พระมหาเจดีย์ชัยมงคลออกแบบโดยกรมศิลปากรเป็นสีขาว ธาตุบรรจุอัฐิ ประดับลวดลายตระการตาด้วยสีทองเหลืองอร่าม ล้อมรอบด้วยเจดีย์องค์เล็กทั้ง8ทิศ สร้างในเนื้อที่ 101 ความกว้างสูงและยาวเท่นั้น รวมทองคำใช้ทองคำหนักมากกว่า 4,750บาท หรือประมาณ 60กิโลกรัมเป็นชั่นในสวรรค์ดีๆนี่เอง