วัดเก่าแก่ สุพรรณบุรี วัดใหญ่เมืองสุพรรณที่มีอายุเก่าแก่มากกว่าที่สุดอันดับที่1 วัดวรจันทร์

วัดเก่าแก่ สุพรรณบุรี เป็นวัดราษฎร์ขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลโพธิ์พระยา อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ดินตั้งวัดมีพื้นที่ 24 ไร่ 3 งาน ตามรายงานที่ดินวัดทำส่งกรมการศาสนากล่าวว่าตั้งเป็นวัดมาตั้งแต่ พุทธศักราช 2337

และก็มีเขตวิสุงติดอยู่มสีมาเมื่อ พุทธศักราช 2452 จากใจความที่ปรากฏในนิราศทองคำ ระบุชัดว่ารอบๆที่ตั้งของสงฆ์พร้าวดีแล้ว วัดวรจันทร์ดีแล้วยังเป็นเขตหย่อมพนาอยู่รวมทั้งจากภาวะที่ตั้งของสงฆ์ต่างก็อยู่ริมน้ำ

วัดวรจันทร์มีเจดีย์ย่อมุม 1 องค์ เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ก่ออิฐฉาบปูนทรงเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง มีลานปทักขิณขนาดใหญ่ทับกัน 2 ชั้นที่มุมของฐานลานปทักขิณทั้งคู่ชั้นประดับโดยการใช้เจดีย์ย่อมุมอีกทั้ง 4 ด้านเจดีย์องค์นี้พูดกันว่า พระศักดิ์สิทธิ์ สุพรรณบุรี

สร้างในยุคหลวงพ่อเพริศพริ้งเป็นเจ้าอาวาส ด้านในใส่เจดีย์พระจุฬามณี เป็นเจดีย์สสมัยรัตนโกสินทร์ ตึกเสนาสนะอื่นๆอาทิเช่น ตึกเสนาสนะ มี โบสถ์ กว้าง 8 เมตร ยาว 25 เมตร สร้างเมื่อ พุทธศักราช 2450 เป็นตึกคอนกรีต ศาลาการเปรียญ กว้าง 14 เมตร ยาว 26 เมตร สร้างเมื่อ พุทธศักราช 2417 เป็นตึกไม้ หอพักสวดมนต์ไหว้พระ กว้าง 12 เมตร ยาว 16 เมตร

สร้างเมื่อ พุทธศักราช 2537 เป็นตึกคอนกรีตเสริมเหล็ก กุฎิพระสงฆ์จำนวน 8 หลัง เป็นตึกไม้ 1 ข้างหลัง ครึ่งอาคารครึ่งไม้ 6 ข้างหลัง รวมทั้งอาคาร 1 ข้างหลัง และก็ศาลาสารพัดประโยชน์ กว้าง 16 เมตร ยาว 24 เมตร สร้างเมื่อ พุทธศักราช 2434 เป็นตึกไม้ศาลาทำบุญทำกุศล ปริมาณ 1 ข้างหลัง

 

วัดเก่าแก่ สุพรรณบุรี

 

วัดเก่าแก่ สุพรรณบุรี วัดใหญ่เมืองสุพรรณที่มีอายุเก่าแก่มากกว่าที่สุดอันดับที่2 วัดหน่อพุทธางกูร

เป็นวัดราษฎร์ขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลพิหารแดง อำเภอเมืองสุพรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี วัดหน่อพุทธางกูร เดิมชื่อว่า วัดมะขามหน่อ ด้วยเหตุว่ามีต้นมะขามใหญ่อยู่ จากการขุดแต่งพบว่าโบสถ์เก่าของวัดนี้

สร้างมาตั้งแต่ยุคอยุธยาตอนท้าย แล้วมาบูรณะครั้งใหญ่ในยุคพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เล่าสืบต่อกันมาว่าบริเวณวัดนี้เคยเป็นนิวาสถานที่เดิมของพระเพทราชาที่วงศ์สกุลบ้านพลูหลวง วัดดังในจังหวัดสุพรรณบุรี

วัดนี้ซ่อมแซมโดยชาวลาวที่โดนต้อนมาเมื่อคราวกบฏเจ้าอนุพงศ์ เมื่อ พุทธศักราช 2369 รอบๆที่มีฐานโบสถ์เก่าอยู่ก่อน ถัดมาขุนพระข้างหลังบริวารในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เลยได้สร้างวัดขึ้นมาโดยให้ชื่อว่า “วัดมะขามหน่อ” จนกระทั่งในยุคพระครูกาญจน์วรคุณ (คำ จนถึงทโชโต) เป็นเจ้าอาวาส ก็เลยได้แปลงชื่อเป็น “วัดหน่อพุทธังกูร”

ตึกเสนาสนะที่สำคัญหมายถึงโบสถ์เก่าเป็นตึกสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่ออิฐถือปูนขนาด 3 ห้อง ข้างหน้ามีมุขยื่นออกมามีเสารองรับอยู่ 4 ต้น หน้าบันแล้วก็ส่วนเสริมแต่งต่างๆเป็นไม้จำหลักสวยงาม หลังคามุงกระเบื้องเซรามิกปลายมน

ฐานตึกแอ่นโค้งเป็นรูปท้องเรือสำเภา ตามแบบนิยมยุคอยุธยาตอนท้าย ด้านในมีภาพวาดฝาผนัง วาดขึ้นโดยนายคำ ช่างหลวงชาวเวียงจันทน์ที่ถูกต้อนเมื่อคราวกบฏเจ้าอนุพงศ์ เขียนราว พุทธศักราช 2391

โดยภาพจิตรกรรมที่วาดนี้เกิดเรื่องเกี่ยวกับพุทธประวัติ ทศชาติชาดก พระเจดีย์จุฬามณี รวมทั้งเทพชุมนุม กรมศิลปากรกระทำการซ่อมโบสถ์เมื่อ พุทธศักราช 2550–2551 และก็รักษาจิตรกรรมฝาผนังในปีเดียวกัน

 

วัดเก่าแก่สุพรรณบุรี วัดใหญ่เมืองสุพรรณที่มีอายุเก่าแก่มากกว่าที่สุดอันดับที่3 วัดแค

เป็นวัดดั้งเดิมที่มีชื่อปรากฏในวรรณคดี เรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” อยู่ในอำเภอเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี ไปทางด้านเหนือวัด

พระศรีรัตนมหาธาตุราวๆ 2 กม. ด้านในวัดนี้มีต้นมะขามใหญ่วัดโคนต้นรอบๆได้โดยประมาณ 10 เมตร เช้าใจกันว่าขุนแผนได้เรียนวิชาเสกใบมะขามจากต้นมะขามต้นนี้

ให้เป็นตัวต่อตัวแตนจากท่านคุณครูดำรงไว้จู่โจมศัตรู ยิ่งกว่านั้นทางจังหวัดได้สร้างเรือนไทยทรงโบราณเรียกว่า “คุ้มขุนแผน” ไว้ใกล้กับต้นมะขามยักษ์นี้อีกด้วย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จเที่ยววัดแคเมื่อ พุทธศักราช 2447 วัดในจังหวัดสุพรรณบุรี ทั้งหมด

วัดนี้มีวัตถุโบราณที่น่าดึงดูด ดังเช่นว่า รอยเท้าสี่รอย ทำมาจากทองเหลือง กว้าง 1.40 เมตร ยาว 2.80 เมตร สร้างทับกันไว้ภายใน

วัดเก่าแก่ สุพรรณบุรี

รอยใหญ่ นอกเหนือจากนี้ก็มีพุทธรูปปางมารชินั่งขัดสมาธิราบศิลป์รัตนโกสินทร์ ผ้าจีวรรวมทั้งอังสะเป็นดอกพิกุลงามมากมาย ตั้งอยู่ในวิหารหน้าพระประธาน สิ่งที่น่าดึงดูดอื่นๆก็มี

 ได้แก่ ระฆังทองบรอนซ์ หม้อต้ม กรักทองบรอนซ์ ตู้ที่มีไว้สำหรับใส่หนังสือที่พระบาทสมเด็จพระ-จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงมอบเมื่อปี 2412 ต้นมะขามใหญ่ในวัดแค ซึ่งเป็นวัดดั้งเดิมโด่งดังปรากฏในวรรณคดีท้องถิ่นอันเป็นมรดกความคิดทางด้านวัฒนธรรมของชาวจังหวัดสุพรรณบุรีรวมทั้งของชาติ เรื่อง “ขุนช้าง ขุนแผน” ต้นมะขามใหญ่วัดโคนต้นรอบๆวงราวๆ 10 เมตร สูง 15 เมตร เช้าใจกันว่าขุนแผนได้เรียนวิชาเสกใบมะขามจากต้นมะขามต้นนี้ให้เป็นตัวต่อตัวแตนจากขรัวตาคงจะ

 

 

วัดเก่าแก่สุพรรณบุรี วัดใหญ่เมืองสุพรรณที่มีอายุเก่าแก่มากกว่าที่สุดอันดับที่4 วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

อยู่ในตำบลรั้วใหญ่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณ ถนนหนทางเจ้าวัดอาจแยกจากถนนหนทางพวงมาลัยแมน ไปราว 300 เมตรในยุคเก่าเป็นศูนย์กลางของเมืองสุวรรณภูเขาไม่ เป็นวัดประจำเมือง คาดการณ์ว่าแก่ไม่ต่ำลงมากยิ่งกว่า 600 ปี ปรางค์องค์ประธาน

เป็นที่ใส่พระบรมสารีริกธาตุไว้ เมื่อปี พุทธศักราช 2456 ประชาชนลักลอบค้นหาหาเงินทองจนกระทั่งย่ำแย่ไปๆมาๆก พระเครื่องผงสุพรรณที่มีชื่อเสียงมากมาย อันเป็นหนึ่งใน “ห้าพรรค” ก็ได้ไปจากกรุในองค์พระปรางค์นี้ รวมทั้งพระเครื่องลางที่โด่งดังอื่นๆที่นอกจากพระผงสุวรรณ อาทิเช่น พระกำแพงศอก พระมเหศวร พระสุวรรณยอดโถ พระทองคำข้างหลังหน้าผาน

ตลอดจนพระเนื้อคุ้นชินต่างๆซึ่งตอนนี้หายาก นักโบราณคดีผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยมีความคิดเห็นว่า น่าจะเป็นศิลป์การก่อสร้าง ในยุคอู่ทองคำทองภูเขาไม่ เพราะว่าหลักฐานการก่อสร้าง เป็นการก่ออิฐไม่ถือปูน ซึ่งเป็นขั้นตอนการดั้งเดิมก่อนยุคอยุธยา วัดสวย สุพรรณบุรี

เดิมเป็นวัดสำคัญของเมืองโบราณจังหวัดสุพรรณบุรีมาตั้งแต่ยุคอยุทธยาตอนแรก ก่อนถูกทิ้งร้างไปตอนช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อคราวการศึกเสียกรุงศรีอยุธยาช่วงต้น ก่อนถูกทิ้งร้างไปตอนช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อการสู้รบเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เมื่อพ.ศ. 2310 หลังจากนั้นก็เลยมีการบูรณปฎิสังขรณ์ใหม่ อีกรอบ ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์

เรื่องราวสร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณ ปรากฎในจารึกบนแผ่นลานทองคำที่เจอจากกรุพระปรางค์ และก็ยอดหลาวในฟ้า เมื่อพ.ศ. 2456 เนื้อความในจารึกเจาะจงถึงการผลิตพระเจดีย์ (องค์พระปรางค์) ของกษัตริย์ และก็การปฎิสังขรณ์

โดยบุตรชายในยุคถัดมา ซึ่งนักวิชาการลงความคิดเห็นว่า กษัตริย์ผู้ทรงสร้าง บางทีอาจหมายคือสมเด็จพระนครินทราธิราช หรือบางทีอาจหมายความว่าสมเด็จพระบรมราเชนทร์ที่2 (เจ้าสามพระยา) ก็เลยส่งผลให้เกิดข้อสมมติฐานว่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณ แต่งตั้งขึ้นตอนต้นกรุงศรีอยุธยา (พุทธศักราชที่ 20) ระหว่างรัชกาลใดรัชกาลหนึ่ง

แผนผังสถาปัตยกรรม ประกอบไปด้วย เจดีย์ทรงปรางค์เป็นประธานของสงฆ์ ข้างๆมีปีกปรางค์หรือปรางค์ขนาดเล็กประชิดปรางค์ประธานทั้งสองข้าง ทำเฉลียงคตล้อมอยู่รอบๆ ภายนอกระเบียงคตมีวิหารหลวงอยู่ข้างหน้าทางทิศตะวันออก รวมทั้งโบสถ์อยู่ข้างหลังทางทิศตะวันตก โดยสร้างอยู่แนวเดียวกับปรางค์ประธาน
ตามสมัยนิยมในยุคกรุงศรีอยธยาตอนแรก นอกระเบียงคตยังมีวิหารราย แล้วก็เจดีย์รายอีกหลายองค์รายล้อมอยู่รอบๆ

กรมศิลปากร ประกาศขึ้นบัญชีวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี เป็นโบราณสถานสำคัญสำหรับชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 หน้า 3710 วันที่ 8 มี.ค. 2478 ต่อจากนั้นได้มีการทำงานขุดศึกษาเล่าเรียนโบราณคดีวิทยา และก็ซ่อมโบราณสถานนิดหน่อยเป็นระยะ และก็แก้ไขภาวะภูมิทัศน์จนกระทั่งเสร็จ เมื่อพ.ศ. 2562

วัดเก่าแก่สุพรรณบุรี วัดใหญ่เมืองสุพรรณที่มีอายุเก่าแก่มากกว่าที่สุดอันดับที่5 วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร

เป็นวัดโบราณ ตั้งอยู่ที่ถนนหนทางพวงมาลัยแมน ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณประชาชนทั่วๆไปเรียกว่า วัดป่า ด้านในวิหารเป็นที่ตั้งหลวงพ่อโตปางป่าเลไลยก์เดิมหลวงพ่อโตเป็นพุทธรูปปางประทานธัมมจักกัปปวัตนสูตร เหมือนกันกับพุทธรูปหินขาว หรือหลวงพ่อประทานพร วัดพระปฐมเจดีย์ ถัดมาได้มีการซ่อมแซมและก็ทำเป็นปางป่าเลไลยก์ ตามที่เป็นอยู่ในขณะนี้

วัดป่าเลไลยก์วรวิหารเป็นวัดหลวงชั้นตรี ระดับวรวิหาร เป็นวัดดั้งเดิมหน้าบันของวิหารวัดป่าเลไลยก์มีสัญลักษณ์พระมหามงกุฎอยู่ระหว่างฉัตรคู่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จธุดงค์มาเจอยุคยังบรรพชาอยู่ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วจึงทรงมาแก้ไขฟื้นฟู

 

วัดเก่าแก่ สุพรรณบุรี

 

นอกจากนี้รอบๆข้างหลังโบสถ์ที่ติดตั้งหลวงพ่อโต ยังมี ศาลาเล็กๆที่ติดตั้งหลวงพ่อดำ ที่มีความศักสิทธิ์แล้วก็เป็นที่นับถือของพลเมืองในพื้นที่อีกด้วย

วัดป่าเลไลยก์วรพิหารสร้างในยุคที่เมืองจังหวัดสุพรรณบุรีเจริญรุ่งเรือง ในตำนานเหนือพูดว่า พระผู้เป็นเจ้ากาแตทรงให้มอญน้อยมาบูรณะวัดป่าเลไลยก์ตอนหลัง พุทธศักราช 1724

สามัญชนมานมัสการ “หลวงพ่อโต” ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวิหารสูงเด่นมองเห็นแต่ไกล เป็นพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ศิลปะสมัยอู่ทองสุพรรณภูมิ องค์พระสูง 23.46 เมตร รอบองค์ 11.20 เมตร ด้านในองค์พุทธรูปนี้ใส่พระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากพระมหาเถรไลยลาย ปริมาณ 36 องค์ ที่ได้มาจากพระมหาเถรไลยลาย

วัดป่าเลไลยก์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับวรรณคดีอันลือชื่อของไทย เป็นกลอนเสภาขุนช้างขุนแผน นิราศเมืองสุวรรณของเพราะภู่ ปัจจุบันนี้ วัดป่าเลไลยก์ มีสถานะเป็น วัดหลวงชั้นตรี ประเภทวรพิหาร วัด สุพรรณบุรี อู่ทอง

วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ได้ปรากฏชื่อในวรรณคดีไทยเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนพลายแก้วบวชเณร ซึ่งยุคนั้นยังคงเป็นวัดป่าเลไลยก์อยู่ ในเวลานี้วัดป่าเลไลยก์วรวิหารมีที่ระลึกนึกถึงถึงตัวสำคัญ 3 ตัวในเรื่องขุนช้างขุนแผนด้วยเป็นอนุสาวรีย์ขุนแผน อนุสาวรีย์นางพิมพิลาไลย อนุสาวรีย์ขุนช้าง บ้านขุนช้าง

บทความหวยอื่น>>> วัดเก่าแก่ แพร่

ดูหนังใหม่ได้ที่นี่>>> หนังออนไลน์ล่าสุด

แทงบอลออนไลน์ที่นี่>>> แทงบอล